หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
Asiawealthบล.เอเชีย เวลท์ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน
 
ใจดีสู้เสือ
          ตลาดหุ้นไทยวันนี้ : สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยวันนี้ เชื่อว่าความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อเห็น 1) U.S. 10 Year Bond Yield ลดระดับลงมาอยู่ที่ 3.16% จากระดับพีคที่ 3.249% 2)ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ ไม่แข็งค่าต่อ และอ่อนค่าลงมาต่อเนื่อง มาอยู่ที่ 95.052 3)อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด 4) VIX ลดระดับจากพีค 28.84 มาที่ 24.98 5)แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนติดลบไปอีกกว่า 2% แต่เช้านี้ แต่ตลาด Futures ของหสรัฐฯ ทั้ง 3 ตลาด บวกกลับประมาณ 0.6% 6)ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดมาเริ่มมีบางตลาดบวก บางตลาดที่ลบก็ไม่มากแล้ว สำหรับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ เรามีความเห็นว่าเป็นการปรับตัวลงแบบ Comparative ตลาดหุ้นประเทศอื่นก็โดนเทขายด้วยเช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนควรรอการฟื้นตัวกลับมา แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีหุ้นหรือถือหุ้นไม่เต็มพอร์ตและมีเงินสดเหลือ เป็นโอกาสที่ดี ทยอยเข้าซื้อ ระยะแรกของการเริ่มฟื้นตัวคาดว่า แนะนำให้เลือกหุ้นที่มีลักษณะก็มีความคล้าย Bond โดดเด่นที่กลุ่มไฟฟ้า เราชอบ GPSC, BGRIM, EA, SSP ตามมาด้วย Property ที่มี Recurring Income แกร่ง ๆ เช่น LH QH CPN กลุ่มสาธารณูปโภค TTW BEM กรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ 1,662-1,700 จุด หุ้นแนะนำ HANA, GPSC, KTC
 
Stock       Comment 
HANA     Pick of the day
GPSC    (ปิด 67.00 บาท; ซื้อ; AWS TP 73.00 บาท) ปลอดความกังวลเรื่องเพิ่มทุนแล้ว เมื่อไม่ต้องซื้อ GLOW
KTC     (ปิด 34.00 บาท; ซื้อ; AWS TP 42.00 บาท) กำไรไตรมาส 3/61 มาตามนัด และมากถึง 1.4 พันล้านบาท คาดว่ายังทำกำไรรายไตรมาสได้สูงต่อเนื่องต่อไป
 
หุ้นเด่นวันนี้ : HANA(37.75 บาท; NR; IAA Consensus 44.75 บาท)
           HANA ประกาศปันผลระหว่างกาลอัตรา 1 บาทต่อหุ้น XD 22 ต.ค.61 คิดเป็น Interim Dividend Yield เท่ากับ 2.68% ในขณะที่ Consensus มองกำไรสุทธิไตรมาส 3/61 เท่ากับ 550 ล้านบาท โดยคาดว่าเป็นกำไรจากการดำเนินงานราว 630 ล้านบาท ส่วนต่างเป็นผลขาดทุนจากการทำ Hedging และอัตราแลกเปลี่ยน ภาพอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ช่วงครึ่งปีหลังดีขึ้น จากยอดขาย Global Semiconductor ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือน ส.ค.61 โดย Consensus คาดการณ์ EPS ปี 2561 และ 2562 เท่ากับ 2.65 บาท และ 3.05 บาท ตามลำดับ 
           Price Pattern ของ HANA ยังคงมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Weekly & Monthly Buy Signal แต่ระยะสั้นยังเกิด Daily Sell Signal ทั้งนี้ หากสามารถปิดตลาดเหนือ 40.75 บาทได้ จะกลับมาเกิด Daily Buy Signal ปัจจุบัน HANA ยังแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 36.50-40 บาท โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 40 บาท (Resistance: 38.25, 38.75, 39.50; Support: 37.50, 37.00, 36.25) 
 
ปัจจัยในประเทศ :
 
TISCO (ปิด 79 บาท; ซื้อ; AWS TP 98 บาท) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/61 ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% QoQ และ 15% YoY (SET) ความเห็น: กำไรสุทธิดังกล่าวสูงกว่าประมาณการเราและประมาณการเฉลี่ยบลูมเบิร์ก 6% เนื่องจากธนาคารมีการบันทึกกำไรจากการขายธุรกิจบัตรเครดิตแก่ธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น.เอ. สาขากรุงเทพ เป็นจำนวน 211 ล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 6% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 2% YoY นอกเหนือจากนั้นแล้ว สินเชื่อ TISCO กลับมาเติบโต 1.1% QoQ ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ส่วน NPL ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.70% จาก 2.69% เราจะมีการอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติมหลังงานประชุมนักวิเคราะห์เช้าวันนี้
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไม่อนุมัติกรณี GPSC (ปิด 67.00 บาท; ซื้อ; AWS TP 73.00 บาท) ซื้อหุ้น GLOW  เหตุขัดข้อกม.เรื่องส่งเสริมการแข่งขัน (Infoquest ) ความเห็น: เรามีมุมมองเป็นกลางต่อข่าวดังกล่าว จากการ Conference Call กับบริษัท เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 61) ผู้บริหารขอดูรายละเอียดเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของ กกพ. ก่อนตัดสินสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฟ้องต่อศาลปกครองหรือไม่ แม้ GPSC จะไม่สามารถซื้อ GLOW ทำให้ลดโอกาสเติบโตในอนาคต แต่ในมุมกลับกันทำให้ GPSC ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหุ้นอยู่ และจะลงทุนในโครงการอื่นๆ ตามแผนเดิมต่อไป มองหากราคาปรับลงมาที่ระดับ 65 บาทต่อหุ้น +/- ใกล้เคียงกับมูลค่าธุรกิจโรงไฟฟ้าจะเป็นระดับราคาที่น่าสนใจสำหรับลงทุน ในธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบสูงอย่างธุรกิจแบตเตอรี่ แนะนำ "ซื้อ" ประเมินราคาเป้าหมาย 73.00 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี Sum-of-the-Parts แบ่งเป็น 1) มูลค่าธุรกิจโรงไฟฟ้าในปัจจุบันประมาณ 65 บาทต่อหุ้น และ 2) ธุรกิจแบตเตอรี่อีกประมาณ 8 บาทต่อหุ้น
CPF (ปิด 23.90 บาท; ซื้อ; AWS TP 30.00 บาท) เรามีมุมมองเป็นกลางต่อการประชุมนักวิเคราะห์ของ CPF เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 61) คาดกำไรจากการดำเนินงานปกติในไตรมาส 3/61 จะเติบโต QoQ เล็กน้อย ประมาณ 2.8 พันล้านบาท (-6% YoY, +8% QoQ) หนุนโดยราคาหมูที่ปรับตัวขึ้นมา แต่ราคาไก่ยังไม่ฟื้นตัวดีเท่าที่ควร คาดมีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนประมาณ 1-2 พันล้านบาท มองธุรกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว คงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมาย 30.00 บาท อิง PER 20.0x
ธนาคารและภาคเอกชนขอเลื่อนการปรับใช้มาตรการออกไป: ผู้ประกอบการอสังหาฯและธนาคารได้ขอให้ ธปท. โฟกัสกับการจำนองเพื่อซื้อบ้านในสัญญาที่สามมากกว่าสัญญาที่สองและขอให้เลื่อนการบังคับใช้มาตรการออกไปอีกเป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กล่าวว่า หลักเกณฑ์ใหม่จะกระทบกับลูกค้าส่วนใหญ่ที่ทำสัญญาซื้อบ้านหลังที่สองซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจริง ไม่ได้เป็นการแสวงหาผลกำไรแต่อย่างใด (Bangkok Post) ความเห็น: เราคาดว่าสุดท้ายแล้วมาตรการนี้จะถูกบังคับใช้แต่อาจมีการเลื่อนออกไปก่อนจากกำหนดการเดิมในวันที่ 1 ม.ค. 2562 เพื่อให้ ธนาคารมีเวลาคิดทบทวนเงื่อนไข รวมถึงให้ภาคธุรกิจและผู้ซื้อมีเวลาปรับตัว อย่างไรก็ตามเราคาดว่ามาตรการนี้จะมีผลเชิงลบต่อยอดขายอสังหาฯทุกราย โดยระหว่างนี้ Sentiment เชิงลบจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ไปอีกระยะหนึ่ง
ตลาดต่างประเทศ :
 
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ : ดาวโจนส์ร่วงลง 545.91 จุด หรือ -2.13% ขณะที่ดัชนี S&P500 ลดลง 57.31 จุด หรือ -2.06% และดัชนี Nasdaq ลดลง 92.99 จุด หรือ -1.25% แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดระดับความสูงลงมาที่ 3.1672% จากระดับสูงสุด 3.2495% แล้ว แต่ VIX ยังปรับสูงขึ้นต่อเป็น 24.98 จุด จากวานนี้ที่ 22.96 จุด ในช่วงระหว่างชั่วโมงซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ VIX ขึ้นไปสูงสุดถึง 28.84 จุด ขณะเดียวกันนักลงทุนกังวลว่า สงครามการค้าอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ออกมาต่ำกว่าคาดเมื่อคืนนี้ โดยดัชนี CPI เดือน ก.ย.เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.2% แต่นักลงทุนมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สินค้าโภคภัณฑ์ :
 
ราคาน้ำมันดิบ : WTI ร่วงลง 2.20 ดอลลาร์ หรือ 3.01% ปิดที่ 70.97 ดอลลาร์/บาร์เรล เบรนท์ ลดลง 2.83 ดอลลาร์ หรือ 3.4% ปิดที่ 80.26 ดอลลาร์/บาร์เรล สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 5 ต.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์ และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.6 ล้านบาร์เรล การร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและอุปสงค์พลังงานทั่วโลก
ราคาทองคำ : ราคาทองคำพุ่งขึ้น 34.2 ดอลลาร์ หรือ 2.87% ปิดที่ 1,227.6 ดอลลาร์/ออนซ์ การร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผลักดันให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ สกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง95.052 จุด ยังเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับการเข้าซื้อทองคำ
          
Thailand Research Department
          Vajiralux Sanglerdsillapachai (No.17385) Tel: 0-2680-5077
          Krit Suwanpibul (No.17968) Tel: 0-2680-5090
          Adisak Prombun (No.14543) Tel: 0-2680-5056
          Veeraya Rattanaworatip (No.86645) Tel: 0-2680-5042
          Nutchapol Cheevavichawalkul (No.46377) Tel: 0-2680-5094
OO15010

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!